ประวัติโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2442 ตามพระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการขยายการศึกษาออกสู่หัวเมือง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และความต้องการจัดการ ศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติโดยได้ออก"ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง" เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2441 ความว่า "…ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดแต่ความประพฤติชอบ และการเลี้ยงชีวิตโดยชอบเป็นที่ตั้ง ครั้นทั้งหลายจะประพฤติชอบ แลจะหาเลี้ยงชีวิตโดยชอบนั้นเล่า ก็ย่อมอาศัยการได้ศึกษาวิชา ความรู้ ในทางที่จะให้บังเกิดประโยชน์ มาแต่ย่อมเยาว์ และฝึกซ้อมสันดานให้น้อยในทางสัมมาปฎิบัติและเจริญปัญญา สามารถในกิจการต่างๆ อันเป็นเครื่องประกอบการหาเลี้ยงชีพเมื่อเติบใหญ่ จึงเชื่อว่าได้เข้าสู่ทางความเจริญ… บัดนี้การฝึกสอนในกรุงเทพฯเจริญแพร่หลายมากขึ้นแล้ว สมควรจะจัดการฝึกสอนให้หัวเมืองได้เจริญขึ้นตามกัน…" สำหรับเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ของมณฑลพายัพนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชประสงค์ จะให้จัดเป็นโรงเรียนตัวอย่างและฝึกอบรมกุลบุตรกุลธิดา ให้รู้ธรรมเนียมการหนังสือ และฝึกหัดลายมือ ให้ใช้เป็นเสมียนได้ วิชาคิดเลขและวิชาช่างที่เป็นประโยชน์ และธรรมเนียมต่างๆ ที่เป็นคุณแก่แผ่นดิน ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ก็ยังมีพระราชประสงค์จะปลูกฝังคุณสมบัติ ให้นักเรียนเป็นคนขยันขันแข็ง สะอาดทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซื่อสัตย์สุจริตมีอุปนิสัยใจคอดี และเป็นพลเมืองดีในที่สุด

เมื่อแรกเริ่มก่อตั้งนั้น โรงเรียนมีที่ตั้งอยู่ที่ศาลากลางสวน ในจวนของพระยานริศรราชกิจ (สาย โชติกเสถียร) ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพในขณะนั้น ลักษณะการก่อตั้งโรงเรียนเป็นไปตามแนวพระดำริ ของสมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ที่ต้องการให้โรงเรียนหลวงตั้งอยู่ริมจวนข้าหลวง หรือในวัด ที่อยู่ไกล้จวนข้าหลวง เพื่อจะได้ช่วย เป็นธุระดูแลและให้ครูได้ตั้งใจสั่งสอนนักเรียน โรงเรียนหลวงที่ตั้งขึ้นมีจุดประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เพื่อเป็น โรงเรียนตัวอย่าง แก่โรงเรียนอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่ จึงมีชื่อเป็นที่รู้จักของคนสมัยนั้นว่า โรงเรียนประจำมณฑลพายัพ หรือโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลพายัพ เริ่มต้นจากการสอนภาษาพื้นเมือง ภาษาไทย และวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งการอบรมความประพฤติ ให้รู้จักรับผิดชอบ ในระยะแรกเริ่มนั้นจัดการศึกษาเป็นแบบสหศึกษา มีนักเรียนชาย หญิง พระภิกษุ สามเณร เรียนรวมกัน มีขุนอุปกรณ์ศิลปศาสตร์ ข้าหลวงธรรมการมณฑล เป็นครูใหญ่คนแรก

โรงเรียนหลวงประจำมณฑลพายัพ ซึ่งระยะแรกตั้งอยู่ที่ศาลากลางสวน ในจวนของข้าหลวงใหญ่ เริ่มมีจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น จึงได้ขยายที่เรียนมาอยู่ที่โรงละคร ของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8 เมื่อปี พ.ศ.2444 แต่ภายหลังการศึกษาเพื่อให้เกิดความผสมผสานกลมกลืนกันในชาติ โดยใช้วิธีสอนหนังสือไทยกลางให้เหมือนกันทั่วประเทศ และเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ในมณฑลพายัพต่างสนับสนุนการจัดการศึกษาของรัฐบาลอย่างดี สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้น เจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้สนับสนุนการตั้งโรงเรียนเพื่อสอนภาษาไทยชั้นสูง โดยได้บริจาคที่ดิน คือที่ดินตำบลสี่แยกถนนวโรรส ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีขนาดเนื้อที่ความยาว 37 วา 2 ศอก ความกว้าง 19 วา 2 ศอก และยกโรงเรือนซึ่งเป็นโรงละครเดิมจำนวน 1 หลัง ประกอบด้วยเสาไม้แก่นมีเครื่องบน และพื้นไม้จริงเพื่อให้สร้างโรงเรียนต่อไป สำหรับตัวอาคารของโรงเรียนหลังแรกนี้ ได้วางรูปแบบเป็นรูปทรงปั้นหยา มี 9 ห้อง มีขนาดความยาว 17 วา 2 ศอก ความกว้าง 6 วา มีเรือนโถงต่อจากเรือนเดิม เพื่อใช้เป็นที่นั่งเล่นหรือประโยชน์อื่นๆ รวม 4 ด้าน การก่อสร้างทำได้ถึงขั้นสร้างโครง และติดเครื่องบนแต่เนื่องจากขาดทุนทรัพย์การก่อสร้างโรงเรียน จึงหยุดชะงักไปชั่วคราว

ในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรีบเร่งในการแก้ไขปัญหาความแตกแยก อันเป็นผล มาจากกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ โดยการปรับปรุงวิธีดำเนินการต่างๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้อง กับขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่นมากขึ้น ทางด้านการศึกษานั้น การจัดส่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงธรรมการ ไปจัดการศึกษา ในมณฑลพายัพ พระองค์ก็ทรงย้ำว่า จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหา และจะต้องไม่เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแตกแยก ระหว่าง ราษฎรชาวพื้นเมืองกับคนไทยส่วนใหญ่ ในพระราชอาณาจักร ดังปรากฎในพระบรมราโชบายการเล่าเรียน เมืองเชียงใหม่ ความว่า "เรื่องการเล่าเรียนเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้พูดกันที่ท้องพระโรงวันนั้นเห็นว่า ควรจะเขียนลงไว้เป็นหนังสือ จึงได้เขียนลงบัดนี้ ความมุ่งหมายซึ่งจะให้การเล่าเรียนแก่พวกลาวชั้นเด็กนั้น เพื่อจะให้ความรู้ เป็นกำลัง ที่จะทำราชการในบ้านของตัวเอง ฤาทำการติดต่อกับไทยให้รู้ทันกัน จะได้มีคนใช้และมีคนรู้ในมณฑลพายัพมากขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเอาคนไทยขึ้นไปใช้มาก แต่ความปรารถนาใช่จะให้แต่ความรู้ส่วนอักขระวิธีอย่างเดียว หวังจะสั่งสอนให้รู้จักทางราชการ และให้รู้ความดีของการที่ กลมเกลียวกันกับไทย การซึ่งจะเข้ากันได้เช่นนั้น ต้องมีความคิดแลความรู้ถึงกันความมุ่งหมายต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือหวังต่อความเจริญของบ้านเมือง ซึ่งกันร่วมกัน เพราะฉะนั้น ผู้ซึ่งจะไปเล่าเรียนจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีสันดานหย่อน ยิ่งหมิ่นประมาทพวกลาวว่า เลวทรามกว่าคนไทยด้วย ประการทั้งปวง จะต้องมีสติปัญญา ที่จะหาทางสั่งสอนชักโยง ให้พวกลาวรู้สึกว่า เป็นข้าราชการฤาเป็นชาวเมืองอย่างเดียว กันกับคนไทย ถ้าทำดีการจะได้ดีเหมือนกับคนไทย โรงเรียนนั้นจะต้องถือว่าตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ราชการเหมือนกับมิชันนารีเขาตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ศาสนา ผู้ซึ่งจะไปจัดการ ต้องมีน้ำใจ ผูกพันมั่นคงอย่างเดียวกัน"

ปี พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาสุรสีห์ วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร)ขึ้นมารับราชการตำแหน่ง ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษานั้น พระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์พยายามดำเนินการทุกวิถีทางในอันที่จะใช้ "การศึกษาแผนใหม่" เป็นเครื่องช่วยในการปฎิรูป มณฑลพายัพ โดยเริ่มจากการสร้างโรงเรียน ท่านได้มอบหมายให้ขุนอุปกรณ์ศิลปศาสตร์ ข้าหลวงธรรมการมณฑลพายัพ เป็นหัวหน้าบอกบุญเรี่ยรายเงิน จากเจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการมณฑล ได้เงินจำนวนมาก การก่อสร้างโรงเรียนที่ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ได้ก่อสร้างค้างไว ้จึงได้เริ่มดำเนินการต่อ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2448 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ครั้งยังดำรงพระอิสริยศเป็นสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช สยามมงกุฏราชกุมาร ได้เสด็จประพาสมณฑลพายัพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเยี่ยมโรงเรียนเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2448 ดังความปรากฏในลิลิตพายัพ ความว่า "…ครั้นรุ่งขึ้นพระองค์ทรงรัถยานขับรี่ สู่ที่ตั้งโรงเรียน อ่านเขียนหนังสือสยาม เล่าบ่นตามกำหนด หมดทั้งเลขวิทยา ราชาทอดพระเนตรเสร็จ ผันพักตร์เสด็จโดยบาท สู่อาวาสเจดีย์หลวง…" ในการเสด็จประพาสมณฑลพายัพครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรด พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 500 บาท สมทบการสร้างโรงเรียน และได้พระราชทานนามโรงเรียน ที่ก่อสร้างใหม่ว่า โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งมีความหมายว่าเป็นโรงเรียนของสมเด็จพระยุพราช

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยได้ก่อสร้างอาคารเรียน สร้างโต็ะเก้าอี้สำหรับครูและนักเรียน สร้างประตูโรงเรียน ทั้งรั้วรอบ โรงเรียนตลอดจนถึงการตกแต่งปรับปรุงบริเวณโรงเรียน ใช้เงินจากการบริจาคทั้งสิ้น 5,716 บาท เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ เจ้านาย บุตรหลาน พร้อมด้วยพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ และข้าราชการมณฑล ได้ปรึกษาหารือ การทำพิธีเปิดโรงเรียน โดยจะทำพิธีเปิดโรงเรียน ในช่วงการประกอบพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงตกลงทำพิธีเปิดโรงเรียน ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2449 โดยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงค์ เป็นประทานในพิธีเปิด ภายหลังจากการกล่าวเปิดโรงเรียนแล้ว เจ้าอินทวโรรสสุริวงค์ได้เป็นประธานมอบ ประกาศนียบัตร และมอบรางวัลแก่นักเรียนที่สอบไล่ได้ ดังปรากฎข้อความในจดหมายแจ้งข้อราชการความว่า "การเปิดโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ได้กำหนดวันซึ่งเนื่องในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ได้ตกแต่งสถานที่ โรงเรียนนี้ จุดประทีปโคมไฟ ตั้งแต่วันที่ 21 ถึง 22 กันยายน ครั้นวันที่ 23 เวลาบ่ายได้เชิญเจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้าชาว ต่างประเทศ และผู้ที่ออกเงินอุดหนุนในการสร้างโรงเรียนนี้ มาประชุมพร้อมกัน ดูการเล่นซึ่งนักเรียนเล่นแข่งขันต่างๆ ครั้นเวลาบ่าย 5 โมง เจ้าอินทวโรรส ได้กล่าวคำอธิบายของประโยชน์ในการสร้างโรงเรียนนี้ แล้วได้เปิดผ้าปิดนามโรงเรียน ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่า ได้เปิดโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยตั้งแต่บัดนี้ไป ในเวลาบ่ายนั้น พระสงฆ์ 7 รูปได้สวดไชยยันโต ครั้นจบแล้วได้ถวายเครื่องไทยทานตามสมควร และนักเรียนได้ร้องคำสรรเสริญพระบารมีอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จการเปิดโรงเรียนแล้ว เจ้าอินทวโรรสได้แจกประกาศนียบัตร และแจกของรางวัลแก่นักเรียนที่สอบไล่ได้ ได้มีการเลี้ยงน้ำชาแก่ท่านผู้มาประชุมด้วย…"

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นับเป็นโรงเรียนแห่งความสามัคคี และความร่วมมือกัน ระหว่างเจ้านาย และเชื้อพระวงศ์ฝ่ายเหนือ ข้าราชการมณฑลภายัพ พ่อค้าประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ส่วนการจัดการศึกษาของโรงเรียนนั้น พระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ ได้พยายามดำเนินนโยบายจัดการศึกษา ตามแนวนโยบายของรัฐ และพระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อย่างจริงจัง พระยาศึกษาสมบูรณ์ เจ้ากรมศึกษาธิการ ซึ่งขึ้นไปตรวจราชการศึกษาในมณฑลพายัพเมื่อปี พ.ศ.2456 ได้กล่าวยกย่องการทำงานของพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ ว่า "…สังเกตดูมณฑลนี้เอาใจใส่ในราชการสำคัญส่วนหนึ่งเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ตั้งแต่สมุหเทศาภิบาลตลอดจนถึง อำเภอ กำนัน ถือเอาเป็นหน้าที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสมุหเทศาภิบาลคอยว่ากล่าวตักเตือนเสมอ น่าสรรเสริญท่าน…" โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนหลวง และเป็นโรงเรียนตัวอย่างของมณฑลพายัพ ก็ได้รับการเอาใจใส่อย่างดี ถึงแม้ว่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จะมีการสร้างอาคารใหม่ของโรงเรียนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีนักเรียน ซึ่งเรียนอยู่ที่อาคาร เดิมข้างวัดดวงดี จนกระทั่งถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2458 จึงได้ย้ายนักเรียนส่วนใหญ่ มาเรียน ณ ที่ตั้งซึ่งเป็นโรงเรียนในปัจจุบัน

การดำเนินการจัดการศึกษาของมณฑลพายัพ เริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2464 ทำให้การบริหารงานการศึกษา ของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ได้แยกโรงเรียนออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โรงเรียนประจำมณฑลพายัพยุพราชวิทยาลัย จัดการศึกษาโดยรับเฉพาะนักเรียนชาย ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป ส่วนโรงเรียนสตรีประจำมณฑลยุพราชวิทยาลัย จะรับเฉพาะนักเรียนหญิงและเด็กชายที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี นอกจากนี้ไนปี พ.ศ.2464 การเรียนภาษาไทย ได้กลายเป็นภาษาบังคับของเด็กนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ ในมณฑลพายัพ และรัฐบาลยังได้สร้างความผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม โดยการกำหนดให้นักเรียน ต้องเรียนเรื่องราวของวรรณกรรมส่วนกลาง แทนวรรณกรรมของท้องถิ่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา ได้ถวายรายงาน ต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่ง ความว่า "…สำหรับคนฟื้นเมืองชั้นใหม่ ที่ได้เข้าโรงเรียน ได้รับการฝึกฝนให้อ่านและเขียนหนังสือได้มีจำนวนมากทวีขึ้นทุกที พวกเหล่านี้เมื่อสามารถเขียน อ่านหนังสือและพูดภาษาไทยได้แล้ว ก็นิยมที่จะใช้ความรู้ใหม่ มากกว่าที่จะพูดจาสำเนียงพื้นเมือง เหมือนที่เคยมีมา แต่เดิม…" กล่าวได้ว่าหลังปี พ.ศ.2464 เป็นต้นมา การศึกษาของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ได้ขยายตัวไปเป็นอันมาก และเริ่มขยายการศึกษา ไปถึงมัธยมศึกษาตอนปลายด้วย

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยมีความเจริญ และได้รับการพัฒนามาตามลำดับ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียน โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จพระราชทานธงประจำกองลูกเสือ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2469 และได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาในสมุดเยี่ยมโรงเรียน ความว่า "ได้มาเยี่ยมโรงเรียนนี้ เท่าที่ได้เห็น รู้สึกว่าเรียบร้อยดี และยินดีที่ได้เห็นว่านักเรียนเป็นลูกเสือเกือบทุกคน"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2501 ได้พระราชทานพระปรมาภิไธย ไว้ในสมุดเยี่ยมของโรงเรียน นับได้ว่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยได้เริ่มก่อตั้งมาจาก พระมหากรุณาธิคุณของ พระบรมมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และพระอุปถัมภ์ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เจ้านายฝ่ายเหนือ ตลอดจนปวง ประชาราษฎร์ทุกสมัย และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2532 เป็นต้นมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณวดี ทรงพระกรุณารับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ไว้ในพระอุปถัมภ์ ชาวยุพราชวิทยาลัยมีความซาบซึ้ง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น

ปัจจุบันโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เป็นโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงใหม่และอยู่บนเนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน เปิดการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 แบบสหศึกษา มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 3,432 คน คณาจารย์และบุคลากรจำนวน 250 คน

ข้อมูลปัจจุบันของโรงเรียน

ข้อมูลทั่วไป

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ตั้งอยู่เลขที่ 238 ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50200 โทรศัพท์ 053-418673-5 โทรสาร 053-418673-5 ต่อ 111
E-mail : school@yupparaj.ac.th Website : www.yupparaj.ac.th เปิดสอนในระดับ : มัธยมศึกษาตอนต้น - ตอนปลาย (ม.1-ม.6) ระดับช่วงชั้นที่ 2 ถึงระดับช่วงชั้นที่ 3 สังกัด : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ขนาดของโรงเรียน : โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ

สภาพพื้นที่ของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย


โรงเรียนมีพื้นที่ 29 ไร่ 97 ตารางวา สภาพพื้นที่เป็นที่ราบ โดยมีอาณาเขต ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ ถนนพระปกเกล้า ซอย 3
ทิศใต้ ติดต่อกับ ถนนราชวิถี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ถนนพระปกเกล้า
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ถนนราชภาคินัย

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยตั้งอยู่กลางเมือง เชียงใหม่ ตำบลศรีภูมิซึ่งเป็นตำบลในเขตเทศบาล สภาพชุมชนโดยรอบเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ วัดและชุมชนซึ่งมีลักษณะเป็นชุมชนเมือง จำนวน ประชากรของตำบลมีทั้งสิ้น 15,847 คน คิดเป็น ร้อยละ 0.97 จากประชากรทั้งหมด ของจังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,655,642 คน (ข้อมูล ปี พ.ศ.2555)อาชีพหลักของตำบลศรีภูมิคือค้าขาย และรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 95 นับถือศาสนาพุทธ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง ชุมชนที่อยู่ ใกล้โรงเรียนคือ ชุมชนเชียงมั่น มีความเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อโรงเรียน โรงเรียนได้รับ ความร่วมมือในด้านต่างๆ ในการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาของโรงเรียน ตลอดจนการนำภูมิปัญญามาถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียน อย่างสม่ำเสมอ

ตราประจำ คำขวัญ และปรัชญาของโรงเรียน

ตราประจำประจำโรงเรียน

รูปช้างในเรือนแก้ว มีอักษรย่อ ย.ว. อยู่ด้านบน มีรัศมีกระจายโดยรอบ ด้านล่างเป็นแถบโค้งชื่อโรงเรียน เหนือแถบเป็นคำบาลีปรัชญาของโรงเรียน

คำขวัญ

เรียนให้เด่น เล่นให้ดี มีศีลธรรม

ปรัชญาของโรงเรียน

สจฺจ วาจา คตา สจฺจํ

วาจาสัตย์นำ ไปสู่ความจริง

สามคฺคี พลวา พลํ

ความสามัคคีเป็นพลังอันยิ่งใหญ่



เอกลักษณ์ประจำตัวนักเรียน

สุภาพ เสียสละ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ



อัตลักษณ์ของสถานศึกษา

สามัคคี เป็นคนดีของสังคม



เอกลักษณ์ของสถานศึกษา

ส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ



สีประจำโรงเรียน

สีบานเย็น ซึ่งเป็นสีประจำมณฑลพายัพ



ธงประจำโรงเรียน

พื้นสีบานเย็น มีตราประจำโรงเรียนอยู่กลางผืนธง



ดอกไม้ประจำโรงเรียน


ชงโค ซึ่งมีดอกสีบานเย็น

วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์

วิสัยทัศน์ (Vision)

ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล และบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามัคคี เป็นคนดีของสังคม

พันธกิจ (Mission)

  1. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง รักการอ่านและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
  2. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง มีจิตอาสา และมีค่านิยมที่พึงประสงค์
  3. พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิด การแก้ปัญหา และมีความสามารถในการสื่อสาร
  4. พัฒนาผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้มีศักยภาพเป็นพลโลก
  5. พัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรมาตรฐานสากล
  6. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารเชิงกลยุทธ์ และจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  7. พัฒนาระบบบริหารและการจัดองค์กรโครงสร้างการบริหารโรงเรียนด้วยระบบคุณภาพ
  8. พัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ
  9. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  10. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามอัตลักษณ์ของโรงเรียน
  11. สร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา ตามแนวทาง ปฏิรูปการศึกษา

เป้าประสงค์ (Goal)

  1. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง รักการอ่านและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
  2. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตอาสา และมีค่านิยมที่พึงประสงค์
  3. ผู้เรียนมีทักษะการคิด การแก้ปัญหา และมีความสามารถในการสื่อสาร
  4. ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้มีศักยภาพเป็นพลโลก
  5. โรงเรียนมีหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรมาตรฐานสากล
  6. โรงเรียนบริหารงานด้วยระบบคุณภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารเชิงกลยุทธ์ และจัดการศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  7. โรงเรียนมีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามที่กำหนดในกฏกระทรวง
  8. ครูปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นครูมืออาชีพ
  9. โรงเรียนมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
  10. โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
  11. ผู้เรียนมีความสามัคคี เป็นคนดีของสังคม
  12. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา

กลยุทธ์ระดับองค์กร

  1. พัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก
  2. พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ
  3. ส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพ
  4. สร้างเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก
  5. ส่งเสริมความสามัคคี สร้างคนดีของสังคม
  6. ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา

โครงสร้างการบริหารโรงเรียน